Recent News
เข้าใจใหม่กฎหมาย ‘ลดต้นลดดอก’ เมื่อซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อธุรกิจควบคุมสัญญา เช่น ไฟแนนซ์ หรือผู้ปล่อยสินเชื่อ กรณีที่มีการซื้อหรือเช่ารถยนต์ ป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบจากดอกเบี้ยในสัญญา

กฎหมายใหม่ลดทั้งต้นลดทั้งดอก (?)

  1. ให้ไฟแนนซ์หรือธนาคารแสดงอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) และแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)​​ เปรียบเทียบ​​​​เพื่อไม่ให้ผู้เช่าซื้อสำคัญผิด คิดว่าดอกเบี้ยเช่าซื้อแบบคงที่ ที่เห็นตัวเลขเปอร์เซนต์น้อยๆ นั้น จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกที่เห็นตัวเลขเปอร์เซนต์ดอกเบี้ยเยอะๆ
  2. หากผู้ซื้อผิดนัดชำระหนี้กฎหมายเดิมจะถูกคิดดอกเบี้ยสูงสุดที่ร้อยละ 17 แต่กฎหมายใหม่จะถูกคิดดอกเบี้ยลดลงอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 15
  3. ธนาคารหรือบริษัทจะต้องแสดงวันเดือนปีแต่ละค่างวด แยกเงินต้น – ดอกเบี้ย ให้ผู้บริโภคทราบชัดเจน
  4. คุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้นโดยให้สิทธิ์ 15 วัน หลังโดนยึดรถ
  5. ให้สิทธิ์ผู้บริโภคสามารถซื้อรถคืนได้ภายใน 7 วันหลังโดนยึดรถ
  6. ก่อนจะนำรถขายเข้าตลาด ต้องมีการแจ้งให้ผู้บริโภคและผู้ค้ำประกันทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  7. หากมีความประสงค์ต้องการชำระเงินทั้งหมด หรือโปะเงิน ธนาคารหรือบริษัทต้องลดดอกเบี้ยไมน้อยกว่า 50% จากกฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดชัดเจน
  8. ห้ามไม่ให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมยึดรถ
  9. หากผู้บริโภคผิดนัดชำระหนี้ 3 เดือน ธนาคารหรือบริษัทต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนบอกเลิกสัญญา

สำหรับคนที่งงว่าสรุปลดจริงไหม คงมาจากความเข้าใจผิดของเหล่าสื่ออื่นๆ

แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ลดจริง

ไม่ลดจริงอย่างไรต้องมาทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยก่อน

ปกติแล้วเวลาที่เราจะผ่อนอะไร เรามักดูจากอัตราดอกเบี้ยต่อปีเป็นหลัก

“เจ้านี้ดอก 5%

หรือธนาคารนี้ดอก 4%”

แต่ผู้บริโภคที่ไม่มีความรู้เรื่องดอกเบี้ยอย่างเราๆ นั้นไม่ค่อยได้ดูที่วิธีการคิดดอกเบี้ย ซึ่งเจ้ากฎหมายฉบับใหม่นี้เองที่ช่วยให้เราชำระดอกเบี้ยลดลงโดยบังคับให้บริษัทไฟแนนซ์หรือธนาคารเปรียบเทียบวิธีคิดดอกเบี้ยออกมาเลยว่าแบบ Flat Rate และ Effective Rate สรุปแล้วเราจ่ายแบบไหนแพงกว่ากัน โดยไม่เกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยเลย เพราะไม่ได้ออกมาปรับลดเพดานสูงสุดของดอกเบี้ย

คือเวลาที่เราจะรู้ได้ว่าเราจ่ายดอกเบี้ยหัวแบะอยู่หรือไม่นั้น ต้องทำตารางเปรียบเทียบออกมา โดยดูจากวิธิคิดดอกเบี้ยที่ทางไฟแนนซ์หรือธนาคารเสนอ

*การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) ผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระ เช่น นายแดงทำสัญญาซื้อรถยนต์กับไฟแนนซ์ A มูลค่า 700,000 บาท ไฟแนนซ์ A จะคิดดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4 /ปี กำหนดระยะเวลาในการซื้อ 2 ปี หรือ 24 เดือน สัญญากำหนดให้นายแดงต้องชำระเงินแก่ไฟแนนซ์ A ทุกเดือน โดยคิดจากจำนวนเงิน 700,000 ขณะที่การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)​​​​​​ คือ การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวดแทน ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงไปมาก

ซึ่งความพีกมันอยู่ตรงนี้นี่แหละ เพราะที่เราเห็นว่าดอกเบี้ยวิธีคิดแบบ Flat Rate ที่ดูผิวเผินตัวเลขดอกเบี้ย 3-4 % เหมือนจะถูกกว่า Effective Rate ที่คิดดอกเบี้ยคุณ 6-7% นั้น กลับทำให้คุณจ่ายสินค้าแพงขึ้น

หากอยากรู้ว่าดอกต่ำของดอกเบี้ยแบบคงที่กับดอกสูงของดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก แบบไหนที่ทำให้จ่ายเงินมหาศาลกว่ากัน (แบบคร่าว ๆ) ทำได้โดยใช้ 1.8 คูณกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ จะได้กับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่คุณต้องจ่ายกันจริงๆ ต่อปี

ตามตารางข้างบนอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่คือ 6% จะเท่ากับ 6% x 1.8  =  10.8% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีที่เราต้องจ่าย

เท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 6% ของบริษัทให้กู้ A ต้องจ่ายแพงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก 10% ของบริษัทให้กู้ B

ส่วนประกาศที่ออกมานั้น แทบไม่มีผลต่อการจ่ายดอกเบี้ยเลยเลย เพียงแค่ทำให้สิทธิพิเศษสำหรับการโปะเงินไม่ให้เสียเงินเกินจริงและคุ้มครองผู้ค้ำประกันและผู้บริโภคมากขึ้น

แสดงความคิดเห็น