รู้ยัง ! เจอปัญหาจากผลิตภัณฑ์ – บริการด้านสุขภาพ ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ อ่านซะ ???

มีใครเคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าในเรื่องของสุขภาพนั้นสำหรับคนไทยแล้ว เรามีกระบวนการในการให้ความคุ้มครองกันอย่างไร  โดยเฉพาะหากเกิดปัญหาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการด้านสุขภาพ และสิทธิทางด้านสุขภาพ

Bee Voice นำเรื่องราวดี ๆมาฝากกันอีกล้วกับบทความโดย รศ.ดร. ชะอรสิน สุขศรีวงศ์ ภาควิชาเภสัชกรรม    คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้กล่าวถึงเรื่องของสิทธิทางด้านสุขภาพไว้น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการใช้สิทธิในกระบวนการทางกฎหมายเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งรศ.ดร.ชะอรสินได้กล่าวว่าสามารถทำได้ใน 2 กรณี นั่นคือการฟ้องในทางแพ่ง และทางอาญา

-การฟ้องในทางคดีอาญา

การฟ้องทางคดีอาญานั้น อาจารย์ระบุว่าเมื่อผลที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสียหายถึงชีวิตหรือเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ อันเนื่องมาจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือการรับบริการด้านสุขภาพ หรือถูกหลอกลวง

ประเด็นเหล่านี้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) และตำรวจจะส่งฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา หากองค์ประกอบความผิดครบถ้วนโดยเฉพาะการมีเจตนา เล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผลให้เป็นอย่างนั้นหรือประมาท ผู้ที่กระทำผิดจะต้องได้รับโทษอาญาและผู้เสียหายสามารถนำผลจากการพิจารณาคดีอาญาไปฟ้องต่อในทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป

 

-การฟ้องในทางคดีแพ่ง

สำหรับในกรณีที่ผลที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคเกิดความเสียหายกับชีวิต สุขภาพ หรือทรัพย์สิน เข้าข่ายการละเมิด หรือการกระทำที่เข้าข่ายการผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ ซึ่งในปัจจุบันมีพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีคุ้มครองผู้บริโภค และพ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย สามารถช่วยผู้บริโภคฟ้องคดีทางแพ่งได้มาก เพราะเป็นการสร้างสมดุลระหว่าง 2 ฝ่าย

 

อย่างไรก็ตามอาจารย์ชะอรสินยังได้กล่าวต่อว่า แต่ที่เป็นปัญหาคือกระบวนการเข้าถึงความยุติธรรมนั้นยุ่งยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีอาญาซึ่งใช้ระบบกล่าวหา ผู้กล่าวหาต้องแสดงหลักฐานให้ครบ มีภาระในการพิสูจน์ต่อศาลโดยปราศจากข้อสงสัย สำนวนคดีต้องสมบูรณ์

ซึ่งต่างจากระบบไต่สวนที่ให้ศาลสามารถสืบความเองได้ ศาลจะช่วยแก้ไขข้อที่ไม่ถูกต้องได้ เช่นศาลคดีผู้บริโภคหรือศาลแรงงาน ส่วนในกรณีของคดีทางแพ่งผู้บริโภคก็มีปัญหาเกี่ยวกับการเก็บหลักฐานหรือข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการในการพิทักษ์สิทธิ์

อย่างไรก็ดีผู้บริโภคสามารถขอความช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือองค์กรผู้บริโภคเช่นมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อช่วยดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมเพิ่มขึ้นได้
นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้เสียหายสามารถร้องต่อสภาวิชาชีพเพื่อให้ลงโทษทางจรรยาบรรณวิชาชีพได้อีกทาง

ตอนท้ายของบทความอาจารย์จากภาควิชาเภสัชกรรม    คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้กล่าวว่า กฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่หน่วยงานภาครัฐทำหน้าด้านการคุ้มครองผู้บริโภค รับผิดชอบในการบังคับใช้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งผู้ผลิตสินค้าและบริการที่ฝ่าฝืนกฎหมายจะได้รับโทษทางอาญาหลายฉบับ เช่นพรบ.ยา, พรบ.อาหาร, พรบ.สถานพยาบาล เป็นต้น

 

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวข้องกับกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ที่สำคัญมี 3 ด้านคือ

1.องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคด้านความปลอดภัย หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในส่วนภูมิภาค คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

2.องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคด้านความเป็นธรรม ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม

3.องค์กรที่มีวัตถุประสงค์พิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคโดยรวม ได้แก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ,คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) จังหวัดและท้องถิ่น คณะทำงานการสาธารณสุข พัฒนาคุณภาพชีวิต และคุ้มครองผู้บริโภค (สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อสาธารณะประโยชน์ องค์กรภาคประชาชน องค์อิสระ และองค์วิชาชีพ ที่มีบทบาทมาก เช่น 1.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 2.สภาวิชาชีพ 3.องค์กรอิสระด้านผู้บริโภค องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน 4.แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.)

5.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 6.เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคสื่อภาคประชาชน 7.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา  8.เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัด (คคจ.)

 

แสดงความคิดเห็น