เดี๋ยวจะว่าไม่เตือน!!! “ฟิตเนส”ให้สตรองต้องรู้ก่อนใช้???

   เป็นอีกประเด็นที่เคยโด่งดังในกระแสสังคมกันมาแล้ว บางคนอาจไปเจอแจ็คพ็อตเข้าอย่างจังจนต้องสูญเงินสูญทองกันมาแล้วกับเรื่องของ “ฟิตเนส” ธุรกิจความสวยความงามที่ทำให้หลาย ๆคนพากันเข็ดขยาดกันไปตาม ๆกัน

หากมองย้อนกลับไปแต่หนหลังใครที่ติดตามข่าวคราว ไม่ว่าจะกรณีของ true fitness  สัญชาติสิงคโปร์ก็ดีหรือแม้แต่กรณีของแคลิฟอร์เนียฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่รู้จักกันดีในนามของ“แคลิฟอร์เนีย ว้าว” ธุรกิจออกกำลังกาย แบรนด์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา

2 ธุรกิจที่กอบโกยเงินจากสมาชิก “ฟิตเนส”ไปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะปิดกิจการไปแบบไร้เยื่อใย ทิ้งไว้ซึ่งความเจ็บปวดอย่างไร้ร่องรอยให้กับบรรดาสมาชิก

นอกจากปัญหาดังที่ได้กล่าวในข้างต้นแล้ว ธุรกิจ “ฟิตเนส” ก็มักจะมีปัญหาอื่น ๆที่ตามมากับผู้บริโภคอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเรื่องของอุปกรณ์การออกกาลังกายมีไม่ครบตามที่ตกลงไว้ , อุปกรณ์มีความชำรุดบกพร่อง ,ไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้อันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ, การคืนเงินไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญา ,ผู้ฝึกสอนไม่มีความรู้ความชานาญ ฯลฯ

Bee Voice มีข้อมูลมาฝากกันอีกแล้วสำหรับเรื่องของธุรกิจ “ฟิตเนส” เพื่อให้คนที่รักการออกกำลังกายได้มีความรู้ ก่อนจะไปใช้บริการ “ฟิตเนส” โดยคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาของสคบ.ได้ออกประกาศให้ธุรกิจการให้บริการออกกาลังกาย เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2554 โดยสาระสาคัญของรูปแบบสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องมีการดำเนินการ

1).ข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาต้องเป็นภาษาไทย ตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร

2). ต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่าสมาชิก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆที่เรียกเก็บจากสมาชิก เช่นค่าใช้บริการการออกกาลังกาย ค่าฝึกสอน ค่าธรรมเนียม เป็นต้น

3)ต้องระบุเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเป็นตัวอักษรสีแดงหรือตัวดำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบว่าเป็นเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา

4.) กรณีการบอกเลิกสัญญาจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน

5.) ผู้บริโภคมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้ หากมีหลักฐานจากทางแพทย์ยืนยันว่า การออกกาลังกายจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกสอนของผู้ประกอบการโดยไม่มีความรู้ความชานาญ มีอุปกรณ์ไม่เพียงพอ 6) เมื่อเลิกสัญญาแล้วผู้ประกอบการต้องคืนเงินจากระยะเวลาที่ยังไม่ได้ใช้บริการ ภายใน 30 วัน นับแต่วันเลิกสัญญา 7) กรณีชาระค่าสมาชิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วยบัตรเครดิต ผู้ประกอบการมีหน้าที่แจ้งระงับการเรียกเก็บเงินจากบัตรเครดิตทันที่เมื่อสัญญาสิ้นสุด

ลง 8) ผู้บริโภคสามารถโอนสมาชิกให้กับบุคคลอื่นได้ และ 9) การต่อระยะเวลาการใช้บริการของผู้บริโภค เมื่อครบกาหนดระยะเวลาตามสัญญา ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าสมาชิกและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ผู้บริโภคทราบเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน

ดังนั้น ก่อนผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกใช้บริการ “ฟิตเนส” ในสถานที่แห่งใดควรจะมีการตรวจสอบข้อมูลและเงื่อนไขต่างๆ ในสัญญาว่าเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ และหลังจากที่มีการสมัครสมาชิกแล้วสิ่งสาคัญที่ควรเก็บไว้เสมอคือ เอกสารหลักฐานต่าง ๆที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการร้องเรียนหากเกิดปัญหา การเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการดังกล่าว

หากผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการฟิตเนสสามารถร้องเรียนมาได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สคบ. ชั้น 1 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80พรรษาฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

แสดงความคิดเห็น