ลองหรือยัง TAXI OK ??? ตอบโจทย์แก้ “ห่วยแตก” ได้จริงดิ !

                ลองใช้บริการกันหรือยัง??? ก็เรื่องของ TAXI OK นี่แหละ พลันที่กรมการขนส่งทางบกเขามีแนวคิดดี ๆอยากจะยกระดับเรื่องความปลอดภัยและการให้บริการของรถแท็กซี่ไทย ที่เจอแต่ปัญหาร้องเรียนกันเป็นประจำ ซ้ำซากจำเจ

                จนหลาย ๆคนที่เจอปัญหาบอกว่า “น่าเบื่อ” บ้างก็แสดงความคิดเห็นต่าง ๆนา ๆ ร้องเรียนกันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดากันไปแล้วในสังคม

                ล่าสุดมีผู้ใช้บริการแล้วเกิดอึ้งทึ่งแต่ไม่เสียว ไปโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คโดยระบุว่า “ได้โบกรถแท็กซี่หน้าตาประหลาด พอขึ้นมาเลยบอกกับพี่คนขับว่าไฟสวยจัง ดูเขาเป็นมิตร พี่เขาก็ขำแล้วบอกว่ามันเป็นนโยบายใหม่ของขนส่งเขา รถรุ่นใหม่ที่ขึ้นทะเบียนต้องใช้ไฟสีเขียว ติดกล้องหน้า มีจีพีเอส และที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือมีปุ่ม sos ให้กดด้วย พอกดปุ๊ปสัญญานจะถูกส่งไปที่ศูนย์เลย

ผู้โดยสารรายนี้ยังระบุว่าคนนั่งแล้วตื่นเต้นมากแต่พี่คนขับไม่ตื่นเต้นสักเท่าไหร่  แถมบอกว่าตั้งแต่ขับมาไม่ค่อยมีคนกล้าโบกเลยเหตุเพราะไม่เหมือนชาวบ้าน หลายครั้งเห็นเขาไม่โบกรถเราแต่ไปโบกคันหลังก็น้อยใจเหมือนกัน ขนส่งเขาก็ไม่ช่วยโปรโมทเลยพอบอกว่าขอกลับไปใช้ไฟว่างสีแดงได้มั้ยเขาก็ไม่ให้…
                นั่นคือเสียงจากผู้โดยสารในฐานะผู้บริโภครายหนึ่งที่ใช้บริการแท็กซี่โอเค ซึ่ง Bee Voice นำมาเล่าสู่กันฟัง และอยากจะฟังจากเสียงของผู้บริโภครายอื่น ๆว่าคิดเห็นประการใดกันบ้าง โดยเฉพาะกับการแก้ปัญหาเดิม ๆที่เกิดขึ้นซ้ำซากจำเจ
                สำหรับแท็กซี่โอเคที่ว่านี้ถูกบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมากับรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่และรถแท็กซี่ที่มีอายุการใช้งานครบ 9 ปี โดยผู้ประกอบการที่ต้องการประกอบอาชีพรถแท็กซี่ ต้องนำรถมาจดทะเบียนใหม่เป็นแท็กซี่โอเค

พร้อมนำรถไปติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบแท็กซี่โอเคตามที่กรมฯกำหนด อาทิระบบจีพีเอสแทร็กกิ้ง พร้อมเครื่องบ่งชี้คนขับที่ใช้กับใบขับขี่,กล้องวงจรปิด (CCTV) (Snap Shot) ภายในรถ, ปุ่มฉุกเฉินเตือนภัย, จอแสดงข้อมูลดิจิทัลโป๊ะไฟบนหลังคารถเป็นต้น และเชื่อมข้อมูลเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถแท็กซี่ (ศูนย์จีพีเอส) ของกรมการขนส่งทางบก (TAXI OK CENTER) ผ่านศูนย์ของนิติบุคคล, สหกรณ์, ชมรมแท็กซี่ที่สังกัดอยู่ในปัจจุบัน

โดยจะต้องส่งข้อมูลของการเดินรถในลักษณะออนไลน์แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ พร้อมพัฒนาระบบเรียกแท็กซี่ผ่าน แอพพลิเคชั่นทางมือถือ (DLT TAXI OK) เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงการให้บริการ เพิ่มความสะดวก ป้องกันปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร
          ตามรายงานข่าวยังระบุว่าตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ ( 9 พ.ย.)จนถึงปัจจุบัน มีรถแท็กซี่ที่มาจดทะเบียนใหม่เป็นแท็กซี่โอเคแล้วประมาณ 2,000 คัน หรือเฉลี่ยประมาณ 20-40 คันต่อวัน ซึ่งแท็กซี่ที่จดทะเบียนเป็นแท็กซี่โอเคแล้วสามารถวิ่งให้บริการได้
ผู้โดยสารสามารถโบกเรียกหรือจะเรียกผ่านแอพฯก็ได้   หากรถแท็กซี่โอเคคันดังกล่าวมีการเชื่อมโยงแอพฯแท็กซี่โอเคแล้ว  สำหรับอัตราค่าโดยสารจะเริ่มต้นที่ 35 บาท  ส่วนกรณีเรียกใช้บริการผ่านแอพฯคิด 20 บาท
ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะมีผู้ที่แจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วประมาณ 20,000 คัน จากรถแท็กซี่ที่วิ่งให้บริการประมาณ 120,000 คัน และทยอยหมดอายุการใช้งาน  และเริ่มทยอยนำแท็กซี่มาที่หมดอายุหากจะประกอบอาชีพแท็กซี่ต้องนำรถแท็กซี่จดทะเบียนใหม่เข้าโครงการแท็กซี่โอเค
นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจกับแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการ  ทางกรมฯยังได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับผู้ให้บริการระบบสื่อสาร เช่น ทรู ,เอไอเอส และแคท เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ขับรถแท็กซี่ได้รับสิทธิพิเศษในเรื่องอุปกรณ์ส่วนควบและค่าบริการสัญญาณอินเตอร์เน็ต   บางค่ายให้บริการลักษณะการเช่า รวมทั้งยังได้ MOU กับบริษัทประกันภัย เพราะรถที่ให้บริการสาธารณะต้องทำพรบ.ภาคบังคับประเภทที่ 3 หรือภาคสมัครใจ เพิ่มทางเลือกหากทำประกันภัยจะได้ส่วนลดค่ากรมธรรม์
ถึงตรงนี้ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่กรมการขนส่งทางบกคิดและดำเนินการจะทำให้การให้บริการในเรื่องของรถแท็กซี่โอเคสมราคากับชื่อที่ตั้งโครงการไว้  เพราะมีการติดตั้งระบบอุปกรณ์ต่าง ๆไว้ครบครัน
 แต่ก็ต้องฝากให้คิดต่อเป็นการบ้านว่า ที่ผ่าน ๆมาปัญหาที่เกิดขึ้น เรื่องของการให้บริการที่มีการร้องเรียนกันจนปากเปียกปากแฉะก็คือเรื่องของโชเฟอร์หรือคนขับรถแท็กซี่ในฐานะผู้ให้บริการ ประพฤติตนไม่เหมาะสม ทั้งกิริยา ท่าทางที่แสดงต่อผู้โดยสารในฐานะของผู้บริโภค

เรื่องนี้จะกันอย่างไร เพราะต่อให้รถแท็กซี่มีการติดตั้งระบบหรืออุปกรณ์ที่ดีไว้มากมาย แต่หากคนขับรถแท็กซี่ยังคงมีอุปนิสัยใจคอต่อการให้บริการ “ห่วยแตก” สิ่งที่ลงทุนลงแรงไปก็ไม่ได้พัฒนาแท็กซี่ให้โดเคสมราคาชื่อแต่ประการใด

และยิ่งเมื่อฟังจากรายงานข่าวตามท้องเรื่อง ที่ระบุว่าเมื่อเริ่มเต็มรูปแบบตามที่กรมขนส่งทางบกตั้งเป้าไว้จะมีจำนวนมากถึง 10,000 คันในวันที่ 25 ม.ค.61 ถึงตอนนั้นจะเป็นเช่นไรน่าคิดเหมือนกันนะจะบอกให้
แสดงความคิดเห็น